WMS คืออะไร? รู้จักระบบจัดการคลังสินค้าที่ธุรกิจ E-commerce ควรรู้
ช่วงที่ธุรกิจยังมีสินค้าไม่มาก การจำว่าสินค้าอยู่ชั้นไหน หรือใช้ไฟล์บันทึกจำนวนสินค้าคงเหลือ อาจยังพอจัดการได้
แต่เมื่อธุรกิจเริ่มมี SKU มากขึ้น ออเดอร์ต่อวันเพิ่มขึ้น พนักงานคลังสินค้าหลายคน หรือแบ่งพื้นที่คลังสินค้าออกเป็นหลายโซน ความซับซ้อนจะไม่ได้มีแค่คำถามว่า
“สินค้าเหลือกี่ชิ้น?”
แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยว่า
สินค้าอยู่ตรงไหน?
ของที่เพิ่งเข้ามาควรเก็บไว้ตำแหน่งใด?
ออเดอร์นี้ต้องหยิบสินค้าจากจุดไหน?
หยิบครบและถูกต้องแล้วหรือยัง?
สินค้าชิ้นนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนไหนของคลังสินค้า?
นี่คือจุดที่ WMS เข้ามาช่วยจัดระเบียบการทำงานภายในคลังสินค้า
Oracle อธิบายว่า WMS เป็นระบบที่ช่วยให้ธุรกิจมองเห็นข้อมูลสินค้าคงคลังและบริหารงานด้านการจัดการคำสั่งซื้อภายในศูนย์กระจายสินค้า ขณะที่ SAP อธิบายว่า WMS ครอบคลุมการทำงานตั้งแต่สินค้าเข้าคลังไปจนถึงสินค้าออกจากคลัง
ระบบ WMS คืออะไร?
WMS ย่อมาจาก Warehouse Management System หรือ ระบบบริหารจัดการคลังสินค้า
ระบบ WMS คลังสินค้า ช่วยจัดการกระบวนการตั้งแต่รับสินค้า จัดเก็บตามตำแหน่ง หยิบ ตรวจสอบ แพ็ก ไปจนถึงนำสินค้าออกจากคลังอย่างเป็นระบบ
หน้าที่หลักของ WMS คือช่วยควบคุมการทำงานที่เกิดขึ้น ภายในคลังสินค้า ให้มีขั้นตอนและมีข้อมูลรองรับ ตั้งแต่
รับสินค้า → จัดเก็บ → ระบุตำแหน่ง → หยิบสินค้า → ตรวจสอบ → แพ็ก → นำสินค้าออก
ดังนั้น WMS จึงไม่ได้มีไว้เพียงบอกว่า “สินค้ามีเหลือเท่าไร”
แต่ช่วยตอบต่อว่า
สินค้านั้นอยู่ตรงไหน และต้องจัดการอย่างไรต่อ
ตัวอย่างเช่น ระบบอาจมีข้อมูลว่าเสื้อรุ่น A เหลือ 300 ชิ้น แต่สิ่งที่ทีมคลังสินค้าต้องรู้เพิ่มเติมคือ 300 ชิ้นนั้นอยู่โซนไหน ชั้นไหน หรือตำแหน่งใด เพื่อให้หยิบสินค้าได้ถูกต้องและรวดเร็วขึ้น
Microsoft ระบุว่า WMS สามารถกำหนดโครงสร้างภายในคลังได้ตั้งแต่ระดับพื้นที่ คลัง ทางเดิน ชั้น ไปจนถึงตำแหน่งจัดเก็บ รวมถึงแบ่งพื้นที่ออกเป็นโซนตามลักษณะการใช้งานได้
WMS ทำงานอย่างไร?
ลองนึกภาพเส้นทางของสินค้าหนึ่งชิ้น ตั้งแต่มาถึงคลังจนถูกส่งออกไปหาลูกค้า
1. รับสินค้าเข้าคลัง
เมื่อสินค้าจากซัพพลายเออร์หรือผู้จัดส่งมาถึง ทีมต้องตรวจสอบว่า
- เป็นสินค้าอะไร
- จำนวนเท่าไร
- รับเข้าคลังไหน
- ข้อมูลตรงกับรายการที่ควรได้รับหรือไม่
เมื่อรับสินค้าเรียบร้อย ระบบจึงนำข้อมูลไปสู่ขั้นตอนการจัดเก็บ
2. จัดสินค้าเข้าตำแหน่ง
คลังสินค้าที่มีสินค้าจำนวนมากไม่ควรพึ่งให้พนักงานจำตำแหน่งทุกอย่างด้วยตัวเอง
WMS จึงเข้ามาช่วยกำหนดว่า สินค้าแต่ละรายการควรอยู่ โซนและตำแหน่งใด
ตัวอย่างเช่น
โซน A → ชั้น 01 → ตำแหน่ง 03
เมื่อมีตำแหน่งชัดเจน พนักงานคนใหม่ก็สามารถทำงานตามข้อมูลได้ โดยไม่จำเป็นต้องถามคนที่จำคลังได้ดีที่สุดทุกครั้ง
3. รับงานหยิบสินค้าจากออเดอร์
เมื่อมีออเดอร์เข้ามา ทีมคลังสินค้าต้องรู้ทันทีว่า
หยิบสินค้าอะไร? กี่ชิ้น? จากตำแหน่งไหน?
WMS สามารถนำข้อมูลออเดอร์มาใช้สร้างขั้นตอนการหยิบสินค้า เพื่อให้พนักงานทำงานตามรายการที่กำหนด
ยิ่งคลังสินค้ามี SKU จำนวนมาก ขั้นตอนนี้ยิ่งสำคัญ เพราะการเดินผิดโซนหรือหยิบสินค้าผิดเพียงไม่กี่ครั้งต่อวัน สามารถกลายเป็นเวลาที่เสียไปจำนวนมากเมื่อรวมทั้งเดือน
4. ตรวจสอบสินค้าก่อนแพ็ก
หลังหยิบสินค้าแล้ว ยังต้องตรวจสอบอีกครั้งว่า
สินค้า รุ่น สี ไซซ์ และจำนวนตรงกับออเดอร์หรือไม่
เพราะการหยิบผิดไม่ได้จบแค่ในคลัง แต่สามารถนำไปสู่การส่งสินค้าผิด การคืนสินค้า และงานบริการหลังการขายที่เพิ่มขึ้นตามมา
5. แพ็กและเตรียมสินค้าออกจากคลัง
เมื่อสินค้าผ่านการตรวจสอบแล้ว จึงเข้าสู่ขั้นตอนแพ็กและเตรียมส่งต่อให้ผู้ให้บริการขนส่ง
ข้อมูลของสินค้าจึงเดินต่อเนื่องจาก
รับเข้า → จัดเก็บ → หยิบ → ตรวจสอบ → แพ็ก → ออกคลัง
นี่คือเหตุผลที่ SAP อธิบายว่า WMS ไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะสินค้าคงคลัง แต่ยังเกี่ยวข้องกับการหยิบ การแพ็ก การใช้พื้นที่และทรัพยากรภายในคลังด้วย
WMS ช่วยจัดการอะไรบ้าง?
ความสามารถของแต่ละระบบแตกต่างกัน แต่โดยทั่วไป WMS จะเกี่ยวข้องกับงานสำคัญ เช่น
การรับสินค้า
บันทึกและตรวจสอบสินค้าที่เข้ามาในคลัง
การจัดเก็บสินค้า
กำหนดว่าสินค้าแต่ละรายการควรอยู่ที่ตำแหน่งใด
การจัดการโซนและตำแหน่ง
แบ่งพื้นที่คลังเพื่อช่วยให้การจัดเก็บและหยิบสินค้าเป็นระบบ
การหยิบสินค้า
นำข้อมูลออเดอร์มาใช้กำหนดว่าสินค้าอะไรต้องถูกหยิบจากจุดไหน
การแพ็กและตรวจสอบ
ตรวจความถูกต้องก่อนส่งสินค้าออก
การเคลื่อนย้ายสินค้า
ติดตามเมื่อสินค้าถูกย้ายจากตำแหน่งหนึ่งไปอีกตำแหน่งหนึ่ง
การตรวจนับสินค้า
ช่วยตรวจสอบว่าสินค้าในระบบตรงกับสินค้าจริงในคลังหรือไม่
แก่นของ WMS จึงอยู่ที่การจัดการ “การทำงานของสินค้าในคลัง” ไม่ใช่เพียงการบันทึกยอดคงเหลือ
WMS ต่างจากระบบสต๊อกทั่วไปอย่างไร?
ระบบสต๊อกและ WMS เกี่ยวข้องกัน แต่ตอบคำถามคนละระดับ
ระบบสต๊อกมักเน้นตอบว่า
“เรามีสินค้าอะไร และเหลือเท่าไร?”
ส่วน WMS จะตอบต่อว่า
“สินค้าอยู่ตรงไหน และจะจัดการสินค้านั้นอย่างไร?”
สมมติว่าสินค้า A มีอยู่ 500 ชิ้น
ระบบสต๊อกอาจบอกว่า
A = 500 ชิ้น
แต่หากใช้ WMS ธุรกิจอาจเห็นต่อว่า
200 ชิ้นอยู่โซน A
200 ชิ้นอยู่โซน B
100 ชิ้นอยู่พื้นที่สำรอง
ความแตกต่างจึงอยู่ระหว่างการ รู้จำนวนสินค้า กับการ บริหารการทำงานของสินค้าภายในคลัง
WMS ต่างจาก ERP อย่างไร?
อีกคำที่มักถูกพูดถึงคู่กันคือ ERP
ERP หรือ Enterprise Resource Planning ใช้จัดการข้อมูลและกระบวนการของธุรกิจในภาพรวม เช่น ออเดอร์ การขาย การจัดซื้อ สินค้า สต๊อก รายงาน หรือส่วนอื่น ๆ ตามขอบเขตของแต่ละระบบ
ขณะที่ WMS เน้นลงลึกไปที่งานภายในคลังสินค้า
พูดง่าย ๆ คือ
ERP = มองภาพรวมของธุรกิจ
WMS = มองลึกเข้าไปในกระบวนการคลังสินค้า
ทั้งสองระบบจึงไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่สามารถเชื่อมข้อมูลกันได้ Oracle ระบุว่า WMS ถูกออกแบบให้สามารถเชื่อมต่อกับ ERP และระบบด้านห่วงโซ่อุปทานอื่น ๆ ได้
ธุรกิจแบบไหนควรเริ่มใช้ WMS?
ไม่ใช่ทุกธุรกิจต้องเริ่มใช้ WMS ตั้งแต่วันแรก
ร้านที่มีสินค้าไม่กี่รายการ ออเดอร์ยังไม่มาก และมีพื้นที่จัดเก็บขนาดเล็ก อาจยังใช้วิธีจัดการที่ง่ายกว่าได้
แต่หากเริ่มพบสัญญาณเหล่านี้ WMS อาจเริ่มมีความสำคัญมากขึ้น
- จำนวน SKU เพิ่มขึ้นจนจำตำแหน่งสินค้าได้ยาก
- ออเดอร์ต่อวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- ทีมเสียเวลาหาสินค้านาน
- หยิบสินค้าผิดเกิดขึ้นบ่อย
- มีพนักงานคลังสินค้าหลายคน
- คลังแบ่งเป็นหลายโซน หลายชั้น หรือหลายตำแหน่ง
- มีสินค้าเดียวกันกระจายอยู่หลายจุด
- ต้องการตรวจสอบว่าสินค้าอยู่ในขั้นตอนใด
- เมื่อเพิ่มออเดอร์ ต้องเพิ่มคนตามไปด้วยตลอด
ดังนั้นคำถามที่ควรถามไม่ใช่เพียง
“คลังสินค้าใหญ่พอที่จะใช้ WMS หรือยัง?”
แต่คือ
“การทำงานในคลังเริ่มซับซ้อนเกินกว่าจะพึ่งความจำและการจัดการด้วยมือหรือยัง?”
WMS ของ JST ERP ช่วยจัดการคลังสินค้าอย่างไร?
สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ งานคลังสินค้าไม่ได้แยกออกจากออเดอร์และสต๊อก
เพราะทันทีที่ลูกค้าสั่งสินค้า ข้อมูลต้องเดินต่อไปถึงทีมคลังเพื่อหยิบ ตรวจสอบ แพ็ก และนำสินค้าออก
ระบบ WMS ของ JST ERP รองรับการแบ่งพื้นที่คลังเป็น โซนและตำแหน่งจัดเก็บสินค้า เพื่อให้ทีมรู้ว่าสินค้าอยู่ตรงไหน และใช้ PDA ช่วยในกระบวนการหยิบสินค้า
เมื่อออเดอร์ สต๊อก และงานคลังเชื่อมต่อกัน ทีมจึงลดการต้องเปิดหลายระบบเพื่อค้นหาข้อมูลเดียวกัน และลดการพึ่งพาความจำของพนักงานในแต่ละขั้นตอน
จุดสำคัญของ WMS จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนคลังให้ “ดูเป็นดิจิทัล”
แต่คือการทำให้เส้นทาง
สินค้าเข้า → จัดเก็บ → หยิบ → ตรวจสอบ → แพ็ก → สินค้าออก
มีข้อมูลและขั้นตอนรองรับตั้งแต่ต้นจนจบ
สรุป
WMS หรือ Warehouse Management System คือระบบบริหารจัดการคลังสินค้า ที่ช่วยดูแลการทำงานตั้งแต่สินค้าเข้าคลัง การจัดเก็บตามตำแหน่ง การหยิบ การตรวจสอบ การแพ็ก ไปจนถึงการนำสินค้าออก
เมื่อธุรกิจมีสินค้า ออเดอร์ และพื้นที่คลังเพิ่มขึ้น การรู้เพียงว่า “สินค้าเหลือเท่าไร” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป
ธุรกิจต้องรู้ด้วยว่า
สินค้าอยู่ไหน ใครต้องจัดการ และขั้นตอนต่อไปคืออะไร
WMS จึงช่วยเปลี่ยนจาก
“รู้ว่ามีสินค้า”
ไปสู่
“รู้ว่าสินค้าอยู่ตรงไหน และต้องจัดการต่ออย่างไร”
และสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่กำลังเติบโต การมีระบบคลังสินค้าที่ทำงานต่อเนื่องกับออเดอร์และสต๊อก ก็เป็นหนึ่งในพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจรองรับจำนวนออเดอร์ที่เพิ่มขึ้นได้เป็นระบบมากกว่าเดิม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ WMS
เหมาะได้ หากธุรกิจเริ่มมีสินค้าหรือออเดอร์มากจนการค้นหา หยิบ และตรวจสอบสินค้าด้วยวิธีเดิมเริ่มทำงานยากขึ้น การตัดสินใจใช้ WMS จึงควรดูจากความซับซ้อนของคลังมากกว่าขนาดบริษัทเพียงอย่างเดียว
ระบบสต๊อกเน้นจำนวนสินค้าคงเหลือ ขณะที่ WMS ลงลึกถึงตำแหน่งจัดเก็บ การรับสินค้า การหยิบ การเคลื่อนย้าย และขั้นตอนการทำงานภายในคลัง
ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของธุรกิจ หาก ERP ที่ใช้อยู่ไม่ได้รองรับงานคลังในระดับที่ต้องการ WMS สามารถเข้ามาช่วยจัดการงานภายในคลังให้ละเอียดขึ้น และเชื่อมข้อมูลกลับไปยังระบบ ERP ได้
PDA คืออุปกรณ์พกพาที่ช่วยให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลระหว่างทำงานในคลัง เช่น ดูรายการที่ต้องหยิบ ตรวจสอบสินค้า และดูตำแหน่งจัดเก็บ ช่วยลดการพึ่งพากระดาษและความจำของพนักงาน
เมื่อเริ่มพบปัญหา เช่น หาสินค้านาน หยิบผิดบ่อย SKU เพิ่มขึ้น สินค้ากระจายหลายตำแหน่ง หรือจำนวนออเดอร์โตจนทีมเดิมจัดการได้ยากขึ้น ก็เป็นช่วงที่ควรเริ่มพิจารณา WMS
เมื่อ SKU และออเดอร์เพิ่มขึ้น การมีข้อมูลตำแหน่งที่ชัดเจนและขั้นตอนการหยิบที่เป็นระบบ จะช่วยให้พนักงานทำงานจากข้อมูลเดียวกันแทนการเดินหาและถามกันทีละรายการ
JST ERP มีระบบ WMS สำหรับช่วยแบ่งโซนและตำแหน่งจัดเก็บสินค้า พร้อมใช้ PDA ช่วยในกระบวนการหยิบ และเชื่อมการทำงานกับออเดอร์และสต๊อก เพื่อให้เส้นทางตั้งแต่รับสินค้าเข้าจนถึงนำสินค้าออกจากคลังทำงานต่อกันได้เป็นระบบมากขึ้น
หากคลังสินค้าของคุณเริ่มโตจนวิธีเดิมตามไม่ทัน อาจถึงเวลาลองดูว่า การจัดคลังด้วย WMS จะช่วยลดขั้นตอนที่ทีมต้องจำและทำด้วยตัวเองตรงไหนได้บ้าง
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือปรึกษาได้ที่
LINE OA: @jsterpth
Facebook: JST ERP Thailand ระบบจัดการร้านค้าออนไลน์ และขายของออนไลน์
JST ERP Together, Empowers You
ที่มา Oracle SAP Microsoft Learn
